Home Blog

British Small Talk Survival

0
small talk

ศาสตร์แห่งการคุยเรื่องอากาศและรถไฟดีเลย์ในอังกฤษ

คุณเคยยืนตัวสั่นอยู่บนชานชาลาในเช้าเดือนเมษายนไหม?

ลมหนาวพัดแรง
ฝนโปรยบาง ๆ
ป้าย “Next Train” ดับไปต่อหน้าต่อตา

และในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังนั้น…

คนแปลกหน้าข้าง ๆ คุณหันมาแล้วพูดว่า

“Typical, isn’t it?”

ยินดีด้วยครับ
คุณเพิ่งเข้าสู่บทสนทนาแบบอังกฤษอย่างเป็นทางการ

ในสหราชอาณาจักร การพูดคุยเรื่องสภาพอากาศและรถไฟที่ล่าช้าไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นพิธีกรรมทางสังคมที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้าได้อย่างน่าทึ่ง


🤝 รหัสลับของ “ความทุกข์ร่วมกัน”

โดยปกติแล้ว คนอังกฤษให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัวสูงมาก พวกเขาไม่ค่อยพูดคุยกับคนแปลกหน้า แต่เมื่อรถไฟถูกยกเลิกหรือเกิดปัญหาสัญญาณ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปทันที

ความหงุดหงิดร่วมกันกลายเป็นสะพานเชื่อมมนุษย์

การบ่นเกี่ยวกับอากาศหรือระบบรถไฟจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการเริ่มต้นบทสนทนา โดยไม่ดูเสียมารยาทหรือก้าวก่ายความเป็นส่วนตัว

นี่คือศิลปะแห่ง British Small Talk ที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน


☁️ ภาษาแห่งสภาพอากาศ

ในอังกฤษ อากาศคือหัวข้อสนทนาที่ไม่มีวันตกยุค

ตัวอย่างประโยคยอดนิยม

  • “Lovely weather, isn’t it?”
  • “Bit chilly today.”
  • “Typical British weather!”
  • “Four seasons in one day.”

ลำดับขั้นของการบ่นเรื่องอากาศมีความละเอียดอ่อน ตั้งแต่ฝนปรอยเล็กน้อยไปจนถึงคลื่นความร้อนที่ไม่คาดคิด สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลของน้ำเสียง—ต้องฟังดูรำคาญพอให้เห็นอกเห็นใจ แต่ไม่โกรธจนดูไม่สุภาพ


🚉 ความสามัคคีบนชานชาลา

เมื่อรถไฟดีเลย์ บทสนทนาจะยกระดับขึ้นทันที

เสียงถอนหายใจพร้อมกันของผู้โดยสารคือสัญญาณเริ่มต้นของมิตรภาพชั่วคราว

คุณอาจพบตัวละครเหล่านี้บนชานชาลา:

  • The App Refresher – ผู้ที่รีเฟรชแอปทุก 10 วินาที
  • The Stoic Veteran – ผู้โดยสารผู้ช่ำชองที่ไม่แสดงอารมณ์
  • The Optimist – ผู้ที่เชื่อว่ารถไฟจะมาทันเวลาเสมอ
  • The Comedian – ผู้สร้างเสียงหัวเราะท่ามกลางความสิ้นหวัง

การกลอกตา การส่ายศีรษะ และการพยักหน้าเล็กน้อย ล้วนเป็นภาษากายที่แสดงว่า “เราอยู่ฝ่ายเดียวกัน”


😏 กลยุทธ์การบ่นขั้นสูง

เมื่อคุณชำนาญแล้ว คุณสามารถยกระดับบทสนทนาได้

เทคนิคที่ใช้ได้ผล

  • ล้อเลียนประกาศอัตโนมัติ
    “We apologise for the delay…” แต่ไม่เคยบอกว่าจะมาถึงเมื่อไร
  • บ่นอย่างสุภาพ
    “At this rate, I’ll be working from the platform.”
  • แชร์ประสบการณ์เล็กน้อย
    “This is my third delay this week.”

สิ่งสำคัญคืออย่าบ่นมากเกินไปจนดูจริงจัง เพราะเป้าหมายคือการสร้างความรู้สึกร่วม ไม่ใช่ระบายความโกรธ


👋 ศิลปะแห่งการจบบทสนทนา

เมื่อรถไฟมาถึง ความสัมพันธ์ชั่วคราวก็สิ้นสุดลงอย่างสง่างาม

บทสนทนามักจบด้วยคำพูดสั้น ๆ เช่น

  • “There we go.”
  • “About time!”
  • “Have a good day.”
  • “Cheers.”

จากนั้นทุกคนจะกลับเข้าสู่โลกส่วนตัว ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


🇹🇭 มุมมองของคนไทยในอังกฤษ

สำหรับคนไทย การคุยกับคนแปลกหน้าอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ในอังกฤษ การเริ่มต้นบทสนทนาอย่างถูกจังหวะถือเป็นศิลปะ

การเรียนรู้ที่จะพูดว่า
“Cold today, isn’t it?”
อาจสำคัญพอ ๆ กับการพูดภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง

เพราะในสังคมอังกฤษ ความสัมพันธ์มักเริ่มต้นจากประโยคสั้น ๆ ที่ดูธรรมดา


🧠 บทสรุป

การพูดคุยเรื่องอากาศและรถไฟที่ล่าช้าไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่เป็นกลไกทางสังคมที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

มันคือ:

  • เครื่องมือทำลายกำแพงระหว่างคนแปลกหน้า
  • พิธีกรรมแห่งความอดทนของชาวอังกฤษ
  • และบทเรียนเล็ก ๆ ของมารยาทและอารมณ์ขัน

ในท้ายที่สุด ความล่าช้าเล็กน้อยในชีวิตประจำวันกลับกลายเป็นกาวที่ยึดสังคมสมัยใหม่ไว้ด้วยกัน

“ในอังกฤษ รถไฟอาจมาสาย…แต่บทสนทนาเล็ก ๆ มักมาตรงเวลาเสมอ”

เสียงและสำเนียงที่คุณพูด…กำลังบอกว่าคุณ “อยู่ชนชั้นไหน”

0
สำเนีบงอังกฤษ

เสียงและสำเนียงที่คุณพูด…กำลังบอกว่าคุณ “อยู่ชนชั้นไหน” ในอังกฤษ (โดยที่คุณไม่รู้ตัว)

คุณอาจคิดว่า…

อังกฤษปี 2026

เป็นสังคมที่ “เท่าเทียม”

ใครเก่ง

ก็ขึ้นได้

แต่ใน United Kingdom

มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่แบบเงียบ ๆ

และมันแรงกว่าปริญญา

แรงกว่าประสบการณ์

มันคือ…

“วิธีที่คุณพูด”

– ภาพลวงตาของสังคมไร้ชนชั้น

โลกยุคใหม่

มี remote work

มี startup

มี AI

ดูเหมือนทุกอย่างเปิดกว้าง

แต่ในชีวิตจริง…

คุณอาจยังติดอยู่กับ

“กำแพงที่มองไม่เห็น”

เรียกว่า

Linguistic Glass Ceiling

คือเพดานที่ไม่ได้วัดจากความสามารถ

แต่วัดจาก “เสียงคุณ”

แค่คำเดียว…ก็โดนจัดหมวดแล้ว

ในอังกฤษ

คำบางคำไม่ใช่แค่คำ

แต่มันคือ “สัญญาณชนชั้น”

ตัวอย่างคลาสสิก:

“napkin” vs “serviette”

“sofa” vs “settee”

“toilet” vs “loo”

คุณเลือกคำไหน…

คนฟังจะ “เดา background คุณทันที”

โดยที่คุณยังพูดไม่จบประโยค

– สำเนียง: DNA ของชนชั้น

สำเนียงในอังกฤษ

ไม่ใช่แค่เรื่อง “ฟังรู้เรื่องไหม”

แต่มันคือ identity

สำเนียงแบบ

Standard Southern British

(ใกล้เคียง London กลาง ๆ)

มักถูกมองว่า “neutral”

แต่ถ้าคุณมี:

glottal stop หนัก ๆ (เช่น wa’er แทน water)

หรือ accent ชัดแบบท้องถิ่น

มันจะบอกทันทีว่า

คุณ “มาจากไหน”

และบางที…

“คุณอยู่ระดับไหน”

– มุมคนไทย: ฟังออก…แต่เกมลึกกว่านั้น

คนไทยจำนวนมากในอังกฤษ

ผ่านด่าน:

เรียนภาษา

สอบ

สื่อสารได้

แต่พอเข้าที่ทำงานจริง…

เริ่มรู้สึกว่า

– “ทำไมบางคนดูได้รับความเชื่อถือมากกว่า?”

ทั้งที่พูดเหมือนกัน

คำตอบคือ…

มันไม่ใช่ “คำ”

แต่มันคือ:

tone

speed

confidence

accent

– Code Switching: ทักษะลับที่ไม่มีใครสอน

คนที่อยู่รอดในระบบนี้เก่ง ๆ

เขาจะมี skill หนึ่ง

เรียกว่า

Code Switching

คือการ “เปลี่ยนวิธีพูด”

ตามสถานการณ์

คุยกับเพื่อน = อีกแบบ

คุยกับ boss = อีกแบบ

คุยใน meeting = อีกแบบ

ไม่ใช่ fake

แต่เป็น “การอ่านเกม”

– คนรวยจริง…ไม่จำเป็นต้องพูดหรู

สิ่งที่น่าสนใจมากคือ

คนรวยระดับสูงในอังกฤษ

หลายคน

ไม่ได้พูด “posh จัด ๆ”

แต่จะพูดแบบ:

เรียบ

ช้า

ไม่พยายาม

เหมือนคนที่ “ไม่ต้อง prove อะไรแล้ว”

นี่เรียกว่า

understated power

ยิ่งไม่พยายาม

ยิ่งดูมีอำนาจ

– ความย้อนแย้งยุคใหม่

ยุคนี้มี trend แปลก ๆ

เช่น:

influencer ทำเสียง working-class

คนพยายาม “ไม่ดูผู้ดีเกินไป”

เรียกว่า “posh-fishing”

คือแกล้งให้ดูธรรมดา

เพื่อให้ relatable

– อนาคต: AI ก็ยังหนีไม่พ้นชนชั้น

แม้แต่ AI voice

หรือ avatar

ก็เริ่มมี bias

เสียงแบบไหน “ฟังดูน่าเชื่อถือกว่า”

เสียงแบบไหน “ดู professional”

สรุปคือ…

แม้โลกจะ digital

แต่เรื่อง “เสียง”

ยังคงมีพลัง

– สรุปสำหรับคนไทยในอังกฤษ

คุณไม่จำเป็นต้อง

เปลี่ยนตัวเองทั้งหมด

แต่คุณควรรู้ว่า:

เสียงคุณ “กำลังสื่ออะไร”

คำที่คุณเลือก “มีความหมายแฝง”

สำเนียงไม่ใช่แค่ภาษา…แต่มันคือ social signal

เมื่อคุณเข้าใจเกมนี้

คุณจะไม่ถูกมัน “กำหนด”

แต่คุณจะ “ใช้มัน”

“ในอังกฤษ พูดคำผิด…ไม่ได้แปลว่าผิดแกรมม่า แต่มันผิด ‘ชนชั้น’ ”

การอพยพย้ายมาสู่ประเทศอังกฤษ: สิ่งที่คุณต้องรู้และวิธีการปรับตัว

0
life in the uk

การอพยพเข้าสู่สังคมอังกฤษ: สิ่งที่คุณต้องรู้และวิธีการปรับตัว

อังกฤษเป็นประเทศที่น่าอยู่ มีสังคมเจริญก้าวหน้า ทันสมัย และมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
และยาวนาน คนอังกฤษมีบทบาทที่สำคัญในวิวัฒนาการทางด้านการเมือง วิทยาศาสตร์
อุตสาหกรรมและวัฒนธรรมทั่วโลก เราภูมิใจในประวัติของความเป็นชาติที่อ้าแขนต้อนรับคน
กลุ่มใหม่ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ซึ่งจะช่วยก่อให้เกิดความหลากหลาย และความเคลื่อนไหว
เปลี่ยนแปลงในชีวิตของชุมชนอังกฤษมากยิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบในการอยู่อาศัยแบบถาวรในสหราชอาณาจักร

การยื่นคำขออยู่อาศัยแบบถาวรหรือเป็นพลเมืองอังกฤษเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่ต้องอาศัย
ความมุ่งมั่นเป็นพิเศษ คุณจะต้องยินดียอมรับความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับสิทธิการเป็น
ผู้อยู่อาศัยแบบถาวร และต้องเคารพเชื่อฟังกฎหมาย ตลอดจนยึดถือปฏิบัติตามคุณค่าและ
ขนบธรรมเนียมประเพณีของอังกฤษ พลเมืองดีเป็นสินทรัพย์อันมีค่าของสหราชอาณาจักร เรา
ยินดีต้อนรับผู้ที่ต้องการจะเข้ามามีส่วนช่วยพัฒนาสังคมของเราในทางที่สร้างสรรค์อยู่เสมอ
สิทธิและความรับผิดชอบ: การเตรียมตัวในการอพยพเข้าสู่สหราชอาณาจักร
การสอบผ่าน Life in the UK เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงว่าคุณพร้อมที่จะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่
ในสหราชอาณาจักรเป็นการถาวร บทความนี้ทำขึ้นเพื่อช่วยให้คุณในการเตรียมตัว
ในเรื่องนี้ และจะช่วยให้คุณสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมและมีบทบาทร่วมในชุมชนท้องถิ่นของ
คุณได้อย่างราบรื่น และยังจะช่วยให้คุณมีความรู้อย่างกว้างขวางโดยทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรม
กฎหมายและประวัติศาสตร์ของประเทศสหราชอาณาจักรด้วย

ความเคารพและความสำคัญของกฎหมายและประเพณีในสังคมอังกฤษ

สังคมอังกฤษมีคุณค่าและหลักการที่สำคัญเป็นพื้นฐานรองรับปวงชนที่อาศัยอยู่ใน สหราช
อาณาจักรควรเคารพและให้การสนับสนุนคุณค่าและหลักการเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นใน
ความรับผิดชอบสิทธิ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของบุคคลที่มีสถานะเป็นพลเมืองอังกฤษ
หรือผู้อยู่อาศัยแบบถาวรในสหราชอาณาจักร คุณค่าและหลักการดังกล่าวมีรากฐานมาจาก
ประวัติศาสตร์และจารีตประเพณี ภายใต้การคุ้มครองโดยกฎหมาย ขนบธรรมเนียม และ
ความคาดหวังของคนในสังคม ความคิดเห็นหรือพฤติกรรมแบบสุดโต่งหรือการไม่ยอมรับความ
แตกต่างของผู้อื่นเป็นสิ่งที่สังคมอังกฤษยอมรับไม่ได้

The Romans อังกฤษยุคโรมัน

0
hanged flags beside building
Photo by Lina Kivaka on Pexels.com

อังกฤษยุคโรมัน

55 ปีก่อนคริสตศักราช จูเลียส ซีซาร์ ได้นำทัพโรมันเข้ารุกรานอังกฤษแต่ไม่สำเร็จ อังกฤษ
ยังคงเป็นอิสระจากการแผ่อำนาจยึดครองของจักรวรรดิโรมันนานเกือบ 100 ปี อย่างไรก็ตาม
ในปี ค.ศ. 43 จักรพรรดิคลอเดียสได้นำทัพโรมันบุกเข้ามาในอังกฤษอีก และครั้งนี้ชนพื้นเมือง
อังกฤษบางเผ่าได้ต่อสู้ป้องกันดินแดนของตน แต่ทัพโรมันมีชัยชนะสามารถเข้ายึดครองพื้นที่
เกือบทั้งหมดของอังกฤษได้ หนึ่งในบรรดาผู้นำเผ่าที่สู้รบกับชาวโรมัน คือ พระราชินีบูดิกกา
ผู้นำชนเผ่าไอซินีซึ่งเคยครอบครองพื้นที่ภาคตะวันออกของอังกฤษในปัจจุบัน ทุกวันนี้ชาวอังกฤษ
ยังคงระลึกถึงพระราชินีบูดิกกา และมีอนุสาวรีย์ของพระนางอยู่บนสะพานเวสต์มินสเตอร์ใกล้
กับตึกรัฐสภาในกรุงลอนดอน

สก็อตแลนด์

อาณาบริเวณที่เป็นพื้นที่สก็อตแลนด์ในปัจจุบันไม่เคยตกอยู่ภายใต้การยึดครองของชาวโรมัน
และจักรพรรดิเฮเดรียนได้ทรงสร้างกำแพงขึ้นมาในพื้นที่ตอนเหนือของอังกฤษ เพื่อป้องกันการ
รุกรานจากชนเผ่าพิกต์ (บรรพบุรุษของชาวสก็อตแลนด์) นอกจากจะสร้างกำแพงแล้ว ยังมีการ
สร้างป้อมปราการขึ้นมาด้วย บางส่วนของกำแพงเฮเดรียน ตลอดจนป้อมเฮาส์สเตด และป้อม
วินโดแลนดา ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน กำแพงเฮเดรียนเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยม
จากนักเดินเที่ยว และได้รับเลือกให้เป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (องค์การศึกษา
วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ)

ชาวโรมันปักหลักอยู่ในอังกฤษเป็นเวลานาน 400 ปี และได้สร้างถนนและอาคารสาธารณะ
ตลอดจนจัดวางระเบียบโครงสร้างทางกฎหมาย และนำพืชพันธุ์และสัตว์ชนิดใหม่เข้ามาใน
อังกฤษ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 และที่ 4 ชุมชนชาวคริสต์กลุ่มแรกได้เริ่มปรากฏตัวขึ้นใน
อังกฤษ

A long And Illustrious History

0
tower bridge of london
Photo by Nicole Rathmayr on Pexels.com

ประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และยาวนานของสหราชอานาจักร

EARLY BRITAIN ยุคแรกของสหราชอาณาจักร

The first people to live in Britain were hunter-gatherers, in what we call the Stone Age. For much of the Stone Age, Britain was connected to the continent by a land bridge. People came and went, following the herds of deer and horses which they hunted. Britain only
became permanently separated from the continent by the Channel about
10,000 years ago.

คนกลุ่มแรกที่อาศัยอยู่ในอังกฤษเป็นชนเผ่าเร่ร่อนล่าสัตว์และแสวงหาของกินในป่าในสมัย
ที่เราเรียกกันว่ายุคหิน ช่วงเวลาส่วนใหญ่ในยุคหินนี้ อังกฤษกับผืนแผ่นดินใหญ่ยุโรปยังมีแผ่น
ดินเชื่อมต่อถึงกัน ผู้คนในเวลานั้นได้ใช้แผ่นดินเชื่อมต่อนี้เป็นทางสัญจรไปมาระหว่างอังกฤษ
กับผืนแผ่นดินใหญ่ยุโรปเพื่อตามล่าและไล่ต้อนฝูงกวางและม้า อย่างไรก็ตาม เมื่อประมาณ
10,000 ปีล่วงมาแล้วแผ่นดินเชื่อมต่อ นี้ได้หายไปและเกิดเป็นช่องแคบที่ตัดขาดอังกฤษออก
จากผืนแผ่นดินใหญ่ยุโรปโดยสิ้นเชิง

The first farmers arrived in Britain 6,000 years ago. The ancestors of these first
farmers probably came from southeast Europe. These people built houses,
tombs, and monuments on the land. One of these monuments, Stonehenge, still
stands in what is now the English county of Wiltshire. Stonehenge was probably
a special gathering place for seasonal ceremonies. Other Stone Age sites have
also survived. Skara Brae on Orkney, off the north coast of Scotland, is the best
preserved prehistoric village in northern Europe and has helped archaeologists
to understand more about how people lived near the end of the Stone Age.

เกษตกรกลุ่มแรกได้เดินทางเข้ามาในอังกฤษเมื่อ 6,000 ปีล่วงมาแล้ว บรรพบุรุษของ
ชาวไร่ชาวนารุ่นแรกคงจะมาจากยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ชนกลุ่มนี้ได้ก่อสร้างบ้านเรือน หลุม
ฝังศพและอนุสาวรีย์ขึ้นมาในที่ดินอังกฤษ หนึ่งในอนุสาวรีย์เหล่านี้ คือ สโตนเฮนจ์ ที่ยังคงตั้ง
อยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นมณฑลวิลท์เชียร์ของอังกฤษในปัจจุบัน ผู้คนสมัยนั้นคงจะใช้สโตนเฮนจ์เป็น
สถานชุมนุมพิเศษสำหรับประกอบพิธีเฉลิมฉลองตามฤดูกาล นอกจากนี้ ยังมีแหล่งชุมชนยุคหิน
อื่นๆ หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เช่น สแกร่า เบร (Skara Brae) บนเกาะออร์คนีย์ นอกชายฝั่ง
ทางเหนือของสก็อตแลนด์ สแกร่า เบร เป็นหมู่บ้านยุคก่อนประวัติศาสตร์ในยุโรปเหนือที่ยังคง
สภาพเดิมไว้ได้ดีที่สุด และช่วยให้นักโบราณคดีได้เรียนรู้เข้าใจเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของผู้คน
ในสมัยยุคหินตอนปลายได้มากยิ่งขึ้น

Around 4,000 years ago, people learned to make bronze. We call this period
the Bronze Age. People lived in roundhouses and buried their dead in tombs
called round barrows. The people of the Bronze Age were accomplished
metalworkers who made many beautiful objects in bronze and gold, including
tools, ornaments, and weapons. The Bronze Age was followed by the Iron Age
when people learned how to make weapons and tools out of iron. People still
lived in roundhouses, grouped together into larger settlements, and sometimes
defended sites called hill forts. A very impressive hill fort can still be seen today
at Maiden Castle, in the English county of Dorset. Most people were farmers,
craft workers, or warriors. The language they spoke was part of the Celtic language
family. Similar languages were spoken across Europe in the Iron Age, and related
languages are still spoken today in some parts of Wales, Scotland, and Ireland.
The people of the Iron Age had a sophisticated culture and economy. They
made the first coins to be minted in Britain, some inscribed with the names of
Iron Age kings. This marks the beginnings of British history.

เมื่อประมาณ 4,000 ปีล่วงมาแล้ว มนุษย์เราได้เรียนรู้การทำเครื่องมือเครื่องใช้จากทองสัมฤทธิ์
เราเรียกยุคนั้นว่า ‘ยุคทองสัมฤทธิ์’ ผู้คนสมัยนั้นอาศัยอยู่ในบ้านทรงกลม และฝังศพคนตาย
ไว้ในหลุมฝังศพที่เรียกว่าเนินดินกลม คนในยุคทองสัมฤทธิ์เป็นช่างโลหะที่มีฝีมือสูง ช่างโลหะ
เหล่านี้ได้ประดิษฐ์สิ่งของที่สวยงามจากทองสัมฤทธิ์และทองขึ้นมามากมาย อาทิ เครื่องมือ
เครื่องประดับตกแต่ง และอาวุธ ต่อจากยุคทองสัมฤทธิ์ คือ ยุคเหล็ก เป็นยุคที่มนุษย์เราเรียน
รู้วิธีการนำเหล็กมาใช้ทำเป็นอาวุธและเครื่องมือเครื่องใช้ อย่างไรก็ตาม ผู้คนในยุคนั้นยังคง
อาศัยอยู่ในบ้านทรงกลม และตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มใหญ่รวมกัน และบางครั้งก็ช่วยกันสู้รบป้องกัน
ป้อมปราการที่เรียกว่าป้อมเนิน ปัจจุบันนี้ยังมีป้อมเนินที่น่าประทับใจหลงเหลืออยู่ที่ปราสาท
เมเด็นในมณฑลดอร์เส็ทของอังกฤษ คนส่วนใหญ่ในยุคนั้นมีอาชีพเป็นชาวไร่ชาวนา ช่างฝีมือ
หรือนักรบ ภาษาที่พูดเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลภาษาเซลติก ผ้คู นทั่วทวีปยุโรปในยุคเหล็กก็พูด
ภาษาที่คล้ายคลึงกัน ในปัจจุบันผู้คนในพื้นที่บางส่วนของเวลส์ สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์ยัง
คงพูดภาษาที่เกี่ยวเนื่องกับภาษาเซลติกอยู่ มนุษย์ยุคเหล็กมีวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจที่
ละเอียดซับซ้อน คนยุคนี้ได้ทำเหรียญกษาปณ์ขึ้นมาในอังกฤษเป็นครั้งแรก เหรียญบางชนิด
จารึกพระนามของกษัตริย์บางองค์ในยุคเหล็ก และนี่คือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์แห่งอังกฤษ.

The Romans อังกฤษยุคโรมัน

Julius Caesar led a Roman invasion of Britain in 55 BC. This was unsuccessful
and for nearly 100 years Britain remained separate from the Roman Empire.
In AD 43 the Emperor Claudius led the Roman army in a new invasion. This
time, there was resistance from some of the British tribes but the Romans were
successful in occupying almost all of Britain. One of the tribal leaders who
fought against the Romans was Boudicca, the queen of the Iceni in what is now
eastern England. She is still remembered today and there is a statue of her on
Westminster Bridge in London, near the Houses of Parliament.

เมื่อ 55 ปีก่อนคริสตศักราช จูเลียส ซีซาร์ ได้นำทัพโรมันเข้ารุกรานอังกฤษแต่ไม่สำเร็จ อังกฤษ
ยังคงเป็นอิสระจากการแผ่อ􀄞ำนาจยึดครองของจักรวรรดิโรมันนานเกือบ 100 ปี อย่างไรก็ตาม
ในปี ค.ศ. 43 จักรพรรดิคลอเดียสได้นำทัพโรมันบุกเข้ามาในอังกฤษอีก และครั้งนี้ชนพื้นเมือง
อังกฤษบางเผ่าได้ต่อสู้ป้องกันดินแดนของตน แต่ทัพโรมันมีชัยชนะสามารถเข้ายึดครองพื้นที่
เกือบทั้งหมดของอังกฤษได้ หนึ่งในบรรดาผู้นำเผ่าที่สู้รบกับชาวโรมัน คือ พระราชินีบูดิกกา
ผู้นำชนเผ่าไอซินีซึ่งเคยครอบครองพื้นที่ภาคตะวันออกของอังกฤษในปัจจุบัน ทุกวันนี้ชาวอังกฤษ
ยังคงระลึกถึงพระราชินีบูดิกกา และมีอนุสาวรีย์ของพระนางอยู่บนสะพานเวสต์มินสเตอร์ใกล้
กับตึกรัฐสภาในกรุงลอนดอน

Areas of what is now Scotland were never conquered by the Romans, and
the Emperor Hadrian built a wall in the north of England to keep out the Picts
(ancestors of the Scottish people). Included in the wall were a number of forts.
Parts of Hadrian’s Wall, including the forts of Housesteads and Vindolanda, can
still be seen. It is a popular area for walkers and is a UNESCO (United Nations
Educational, Scientific and Cultural Organization) World Heritage Site.

อาณาบริเวณที่เป็นพื้นที่สก็อตแลนด์ในปัจจุบันไม่เคยตกอยู่ภายใต้การยึดครองของชาวโรมัน
และจักรพรรดิเฮเดรียนได้ทรงสร้างกำแพงขึ้นมาในพื้นที่ตอนเหนือของอังกฤษ เพื่อป้องกันการ
รุกรานจากชนเผ่าพิกต์ (บรรพบุรุษของชาวสก็อตแลนด์) นอกจากจะสร้างกำแพงแล้ว ยังมีการ
สร้างป้อมปราการขึ้นมาด้วย บางส่วนของกำแพงเฮเดรียน ตลอดจนป้อมเฮาส์สเตด และป้อม
วินโดแลนดา ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน กำแพงเฮเดรียนเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยม
จากนักเดินเที่ยว และได้รับเลือกให้เป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (องค์การศึกษา
วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ)

The Romans remained in Britain for 400 years. They built roads and public
buildings, created a structure of law, and introduced new plants and animals.
It was during the 3rd and 4th centuries AD that the first Christian communities
began to appear in Britain.
ชาวโรมันปักหลักอยู่ในอังกฤษเป็นเวลานาน 400 ปี และได้สร้างถนนและอาคารสาธารณะ
ตลอดจนจัดวางระเบียบโครงสร้างทางกฎหมาย และนำพืชพันธุ์และสัตว์ชนิดใหม่เข้ามาใน
อังกฤษ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 และที่ 4 ชุมชนชาวคริสต์กลุ่มแรกได้เริ่มปรากฏตัวขึ้นใน
อังกฤษ

The Anglo-Saxons อังกฤษยุคแองโกล-แซกซัน

The Roman army left Britain in AD 410 to defend other parts of the Roman
Empire and never returned. Britain was again invaded by tribes from northern
Europe: the Jutes, the Angles, and the Saxons. The languages they spoke are
the basis of modern-day English. Battles were fought against these invaders
but, by about AD 600, Anglo-Saxon kingdoms were established in Britain. These
kingdoms were mainly in what is now England. The burial place of one of the
kings was at Sutton Hoo in modern Suffolk. This king was buried with treasure
and armor, all placed in a ship that was then covered by a mound of earth.
Parts of the west of Britain, including much of what is now Wales, and Scotland,
remained free of Anglo¬Saxon rule.

ทัพโรมันได้เดินทางออกจากอังกฤษในปี ค.ศ. 410 เพื่อไปท􀄞ำสงครามสู้รบป้องกันดินแดน
ส่วนอื่นๆ ของจักรวรรดิโรมัน และไม่ได้ยกทัพกลับเข้ามาในอังกฤษอีกเลย จากนั้นอังกฤษได้
ถูกชนเผ่าอื่นๆ จากตอนเหนือของยุโรปรุกรานเข้ามา ได้แก่ เผ่าจูท แองเกิล และแซกซัน ชน
เผ่าเหล่านี้พูดภาษาที่เป็นรากฐานของภาษาอังกฤษยุคปัจจุบัน ชาวพื้นเมืองในอังกฤษได้ทำการ
สู้รบกับผู้รุกรานเหล่านี้ แต่ในราวปี ค.ศ. 600 ผู้บุกรุกก็สามารถสถาปนาอาณาจักรแองโกล-
แซกซันขึ้นมาได้ในอังกฤษ อาณาจักรเหล่านี้ครอบครองพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่คือประเทศอังกฤษ
ปัจจุบัน เวลานี้ยังมีที่ฝังพระศพของกษัตริย์องค์หนึ่งอยู่ที่ซัททันฮูในมณฑลซัฟโฟล์ค พระศพ
ของกษัตริย์องค์นี้ได้ถูกฝังพร้อมทรัพย์สมบัติและเสื้อเกราะวางรวมกันไว้ในเรือ แล้วฝังกลบ
ด้วยเนินดินพูนสูง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ทางตะวันตกของอังกฤษ รวมถึงดินแดนส่วนใหญ่ที่เป็น
เวลส์ และสก็อตแลนด์ในปัจจุบัน ยังคงเป็นอิสระจากการยึดครองของชาวแองโกล-แซกซัน

The Anglo-Saxons were not Christians when they first came to Britain but, during
this period, missionaries came to Britain to preach about Christianity. Missionaries
from Ireland spread the religion in the north. The most famous of these were St
Patrick, who would become the patron saint of Ireland (see page 151 for more
about patron saints), and St Columba, who founded a monastery on the island
of lona, off the coast of what is now Scotland. St Augustine led missionaries
from Rome, who spread Christianity in the south. St Augustine became the
first Archbishop of Canterbury (see page 150 for more about the Archbishop of
Canterbury and the Church in Britain today).

เมื่อเข้ามาในอังกฤษครั้งแรก กลุ่มชนแองโกล-แซกซันยังไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ แต่ในช่วง
เวลานี้ได้มีคณะผู้เผยแผ่ศาสนาเดินทางเข้ามาเผยแพร่ค􀄞ำสอนของศาสนาคริสต์ที่อังกฤษ
คณะผู้เผยแผ่ศาสนาจากไอร์แลนด์ได้ทำการเผยแผ่ศาสนาในภาคเหนือ พระที่มีชื่อเสียงมาก
ที่สุด คือ นักบุญเซนต์แพทริค ซึ่งต่อมาได้รับยกย่องเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของไอร์แลนด์
(ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนักบุญองค์อุปถัมภ์ที่หน้า 151) และนักบุญเซนต์โคลัมบา ผู้ก่อตั้ง
วัดบนเกาะไอโอนานอกชายฝั่งพื้นที่สก็อตแลนด์ในปัจจุบัน นักบุญเซนต์ออกัสตินได้นำคณะ
ผู้เผยแผ่ศาสนาเดินทางจากกรุงโรมเข้ามาเผย แผ่คริสตศาสนาในภาคใต้ และนักบุญ
เซนต์ออกัสตินได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครสังฆราชแห่งแคนเทอร์เบอรี่ (Archbishop of
Canterbury) องค์แรกของอังกฤษ

The Vikings อังกฤษยุคไวกิ้ง

The Vikings came from Denmark and Norway. They first visited Britain in AD 789
to raid coastal towns and take away goods and slaves. Then, they began to stay
and form their own communities in the east of England and Scotland. The Anglo-
Saxon kingdoms in England united under King Alfred the Great who defeated
the Vikings. Many of the Viking invaders stayed in Britain – especially in the east
and north of England, in an area known as the Danelaw (many place names
there, such as Grimsby and Scunthorpe, which come from the Viking languages). The
Viking settlers mixed with local communities and some converted to Christianity.

ชาวไวกิ้งเป็นกลุ่มชนจากเดนมาร์กและนอร์เวย์ พวกไวกิ้งบุกเข้ามาในอังกฤษครั้งแรก เมื่อปี
ค.ศ. 789 เพื่อปล้นค้าในเมืองต่างๆทีตั่งอยู่บนชายฝั่งทะเลและจับตัวผู้คนไป้เป็นทาส จากนั้น
ชาวไวกิ้งได้เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่่และตั้งชุมชนของตนเองขึ้นมาในภาคตะวันออกของอังกฤษและ
สก็อตแลนด์ พระเจ้าอัลเฟร็ดมหาราชได้ทรงผนวกอาณาจักรแองโกล-แซกซันต่างๆ ในอังกฤษ
เข้าด้วยกัน และนำทัพเข้าสู้รบและตีพวกไวกิ้งแตกพ่ายไป อย่างไรก็ตามชาวไวกิ้งผู้รุกราน
จำนวนมากยังคงอาศัยอยู่ในอังกฤษต่อไป โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคเหนือของ
อังกฤษ ในอาณาบริเวณที่เรียกว่า เดนลอว์ (ชื่อสถานที่หลายแห่งที่นั่น เช่น กริมสบี และสกันธอร์ป
เป็นชื่อที่มาจากภาษาไวกิ้ง) ชาวไวกิ้งที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ได้แต่งงานและมีความสัมพันธ์กับคน
ในชุมชนพื้นเมืองและบางคนหันมานับถือศาสนาคริสต์

Anglo-Saxon kings continued to rule what is now England, except for a short period
when there were Danish kings. The first of these was Cnut also called Canute.
กษัตริย์ชาวแองโกล-แซกซัน ยังคงปกครองอาณาบริเวณซึ่งเป็นพื้นที่ประเทศอังกฤษใน ปัจจุบัน
ยกเว้นช่วงระยะเวลาหนึ่งที่มีกษัตริย์ชาวเดนมาร์กปกครอง กษัตริย์ชาวเดนมาร์กองค์แรกมี
พระนามว่า คนูท หรือคานูท
In the north, the threat of attack by Vikings had encouraged the people to
unite under one king, Kenneth MacAlpin. The term Scotland began to be used
to describe that country.
กลุ่มชนในภาคเหนือที่หวาดเกรงการบุกรุกโจมตีจากพวกไวกิ้งได้เข้ารวมตัวกันอยู่ภายใต้การนำ
ของกษัตริย์ เคนเนธ แม็คอัลพิน และเริ่มมีการใช้คำว่า ‘สก็อตแลนด์’ เพื่อพูดถึงประเทศใน
ส่วนนั้น

The Norman Conquest ยุคนอร์มันครองเมือง

In 1066, an invasion led by William, the Duke of Normandy (in what is now
northern France), defeated Harold, the Saxon king of England, at the Battle of
Hastings. Harold was killed in the battle. William became king of England and
is known as William the Conqueror. The battle is commemorated in a great
piece of embroidery, known as the Bayeux Tapestry, which can still be seen
in France today.
ในปี ค.ศ. 1066 วิลเลียม ดยุคแห่งนอร์มังดี (พื้นที่ตอนเหนือของฝรั่งเศสในปัจจุบัน) ได้ทรง
ยกทัพบุกเข้ามาในอังกฤษ พระเจ้าแฮโรลด์ กษัตริย์ชาวแซกซันแห่งอังกฤษพ่ายแพ้ต่อ
วิลเลียมในการสู้รบที่เมืองเฮสติ้งส์ พระเจ้าแฮโรลด์ทรงถูกฆ่าตายในสนามรบ วิลเลียมได้รับการ
สถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ และมีสมญานามว่า ‘วิลเลียมผู้พิชิต’ การรบที่สมรภูมิเฮสติ้งส์
เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์ในผลงานเย็บปัก ถักร้อยฝีมือเยี่ยมที่เรียกว่า
ผ้าปักบายู (Bayeux Tapestry) ซึ่งยังคงสามารถชมกันได้ที่ฝรั่งเศสในปัจจุบัน

The Norman Conquest was the last successful foreign invasion of England and
led to many changes in government and social structures in England. Norman
French, the language of the new ruling class, influenced the development of
the English language as we know it today. Initially, the Normans also conquered
Wales, but the Welsh gradually won territory back. The Scots and the Normans
fought on the border between England and Scotland; the Normans took over
some land on the border but did not invade Scotland.
ชัยชนะของชาวนอร์มันเป็นความสำเร็จครั้งสุดท้ายของชนต่างแดนที่รุกรานเข้ามายึด ครอง
อังกฤษ และได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายในระเบียบการปกครองและโครงสร้างสังคมของอังกฤษ ภาษานอร์มันเฟรนช์ซึ่งเป็นภาษาของชนชั้นปกครองกลุ่มใหม่ ได้
มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของภาษาอังกฤษที่เรารู้จักทุกวันนี้ ในช่วงแรกๆ ชาว นอร์มันได้เข้า
ยึดครองเวลส์เช่นกัน แต่ชาวเวลส์ต่อสู้ช่วงชิงดินแดนกลับคืนมาทีละน้อย ชาวสก็อตและชาว
นอร์มันได้สู้รบกันในพื้นที่ตามชายแดนระหว่างอังกฤษกับสก็อตแลนด์ ชาวนอร์มันยึดครอง
ที่ดินตามชายแดนได้บางส่วน แต่ไม่ได้บุกเข้าไปในสก็อตแลนด์
William sent people all over England to draw up lists of all the towns and
villages. The people who lived there, who owned the land, and what animals
they owned were also listed. This was called the Domesday Book. It still exists
today and gives a picture of society in England just after the Norman Conquest.
พระเจ้าวิลเลียมได้ทรงส่งคนไปสำรวจและจัดทำรายชื่อเมืองและหมู่บ้านทุกแห่งทั่วอังกฤษ
และสั่งให้บันทึกรายชื่อผู้คนที่อาศัยอยู่และเป็นเจ้าของที่ดินในเมืองและหมู่บ้านเหล่านั้น ตลอด
จนรายการสัตว์ต่างๆ ที่พวกเขามีอยู่ในความครอบครองด้วย เอกสารบันทึกนี้มีชื่อว่า ‘บันทึก
ดูมส์เดย์’ ซึ่งปัจจุบันนี้ยังคงมีอยู่ และเป็นเอกสารที่ช่วยให้มองเห็นภาพสังคมในอังกฤษภายหลัง
การยึดครองของชาวนอร์มันได้ดี

น้ำพริกขี้กา

2
น้ำพริกขี้กา

น้ำพริกขี้กาเป็นน้ำพริกพื้นบ้านทางภาคอิสานของไทย น้ำพริกขี้กามีส่วนผสมไม่ยุ่งยากมักจะตำแบบข้นๆปรุงรสด้วย น้ำปลาร้า น้ำมะนาว ปั้นข้าวเหนียวร้อนๆจ้ำกินกับผักสดหรือผักต้มอร่อยนักแล

สูตรน้ำพริกขี้กา

  • พริกชี้ฟ้าแดง
  • พริกขี้หนูแดง
  • พริกชี้ฟ้าเขียว
  • กระเทียม
  • หอมแดง
  • น้ำปลาร้าต้มสุก
  • น้ำมะนาว

วิธีทำ

คั่วพริก กระเทียม หอมแดง พอสุกลอกเปลือกพริกชี้ฟ้าออก ใส่ครกโขลกให้เข้ากันจนเนื้อละเอียดดี ปรุงรสด้วย นำปลาร้าต้มสุกและน้ำมะนาว รับประทานกับผักสด หรือผักลวก ข้าวสวยหรือข้าวเหนียวร้อยๆ.

น้ำพริกข่า

0
น้ำพริกข่า

น้ำพริกข่ารสเผ็ดร้อนกลิ่นหอมจากข่าอ่อนเผาไฟจะยิ่งช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหารเพิ่มขึ้น

ส่วนผสมน้ำพริกข่า

  • พริกขี้หนูแห้ง
  • หอมแดง
  • กระเทียม
  • ข่า
  • กะปิ
  • เกลือ

วิธีทำ

คั่ว พริก ข่า หอมแดง กระเทียมให้หอมตักพักไว้พอเย็นใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงโขลกในครกให้ละเอียด กินกับผักต้มและข้าวสวยร้อนๆ

สงครามดอกกุหลาบ

0
ancient armor black and white chivalry
Photo by Pixabay on Pexels.com

สงครามดอกกุหลาบ The Wars of the Roses

ในปี ค.ศ. 1455 เกิดสงครามกลางเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจการครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ ได้เริ่มก่อตัวขึ้น สงครามนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนผู้ดีชั้นสูงสองตระกูล คือ ราชวงศ์แลงแคสเตอร์และราชวงศ์ยอร์ค สงครามนี้ได้ชื่อว่า สงครามดอกกุหลาบ เนื่องจาก
ราชวงศ์แลงแคสเตอร์มีสัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบสีแดงและราชวงศ์ยอร์คมีสัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบสีขาว สงครามกลางเมืองนี้สิ้นสุดลงที่สมรภูมิบอส เวิร์ธในปี ค.ศ. 1485 เมื่อพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 แห่งราชวงศ์ยอร์คได้ถูกสังหารในการรบ และเฮนรี่ ทิวดอร์ ผู้นำราชวงศ์แลงแคสเตอร์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ ทรงพระนามว่าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 จากนั้นพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 ได้ทรงอภิเษกสมรสกับอลิซาเบธแห่งยอร์ค ซึ่งเป็นหลานสาวของพระเจ้าริชาร์ด และผนวกสองตระกูลนี้เข้าเป็นอัน
หนึ่งอันเดียวกัน พระเจ้าเฮนรี่ทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์ทิวดอร์มีสัญลักษณ์เป็นดอกุหลาบสีแดงโดยมีดอกกุหลาบสีขาวภายในเพื่อเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเวลานี้ราชวงศ์ยอร์คและแลงแคสเตอร์เป็นพันธมิตรกันแล้ว

The Wars of the Roses

In 1455, a civil war was begun to decide who should be king of England. It was
fought between the supporters of two families: the House of Lancaster and the
House of York. This war was called the Wars of the Roses because the symbol
of Lancaster was a red rose and the symbol of York was a white rose. The war
ended with the Battle of Bosworth Field in 1485. King Richard III of the House
of York was killed in the battle and Henry Tudor, the leader of the House of
Lancaster, became King Henry VII. Henry then married King Richard’s niece,
Elizabeth of York, and united the two families. Henry was the first king of the
House of Tudor. The symbol of the House of Tudor was a red rose with a white
rose inside it as a sign that the Houses of York and Lancaster were now allies.

การเปลี่ยนแปลงทางด้านกฎหมายและการเมือง

0
moonlight on a dark sky
Photo by Roberto Nickson on Pexels.com

ในยุคกลางรัฐสภาได้เริ่มวิวัฒนาการเป็นสถาบันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ต้นกำเนิดของรัฐสภา
ในรูปแบบปัจจุบันสามารถย้อนกลับไปถึงสภาที่ปรึกษาของกษัตริย์อันประกอบด้วยขุนนาง
หรือชนชั้นผู้ดีและผู้นำคริสตจักรที่สำคัญๆ

ในช่วงเวลาก่อนปี ค.ศ. 1215 อังกฤษไม่มีตัวบทกฎหมายที่จะจำกัดอำนาจกษัตริย์
ได้มากนัก ในปี ค.ศ. 1215 กลุ่มขุนนางของพระเจ้าจอห์นได้บีบบังคับให้พระองค์ยอมรับข้อ
เรียกร้องหลายอย่าง ซึ่งส่งผลให้มีกฎบัตรว่าด้วยสิทธิ เรียกว่า แม็กนาคาร์ตา (ซึ่งมีความหมาย
ว่า มหากฎบัตร) มหากฎบัตรแม็กนาคาร์ตาเป็นรากฐานของความคิดที่ว่าแม้กษัตริย์เองก็ต้อง
อยู่ภายใต้กฎหมายแม็กนาคาร์ตาได้ปกป้องสิทธิของชนชั้นขุนนางและจำกัดพระราชอำนาจของกษัตริย์ในการเรียกเก็บภาษี หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมาย โดยที่ในอนาคตกษัตริย์จะต้องให้ขุนนางของพระองค์มีส่วนร่วมพิจารณาตัดสินด้วย

ในอังกฤษจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาเมื่อกษัตริย์ทรงต้องการที่จะปรึกษาหารือกับบรรดา
ขุนนาง โดยเฉพาะเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีเพื่อหาเงินจำนวนผู้เข้าประชุมรัฐสภได้เพิ่ม
สูงขึ้น ต่อมาจึงได้มีการจัดแยกรัฐสภาออกเป็นสภาสองส่วน คือ สภาสูงหรือสภาขุนนางซึ่ง
เป็นที่นั่งของขุนนางหรือผู้ดีชั้นสูง เจ้าของที่ดินผู้มีอำนาจและพระสังฆราชส่วนสภาล่างหรือ
สภาสามัญนั้นประกอบด้วยอัศวินซึ่งปกติคือพวกเจ้าของที่ดินขนาดเล็กและคนมั่งมีจาก
เมืองเล็กเมืองใหญ่ที่ได้รับเลือกให้เข้ามานั่งในสภาสามัญเวลานั้นมีประชาชนเพียงส่วนน้อย
ที่สามารถเข้าร่วมในการเลือกตั้งสมาชิกสภาสามัญได้

ในสก็อตแลนด์ได้มีการพัฒนารัฐสภาในรูปแบบเดียวกัน แต่ประกอบด้วยสภาสามส่วน เรียก
ว่า เอสเตท (Estates) คือ สภาขุนนาง สภาสามัญ และสภาบาทหลวง

ในช่วงเวลานี้ยังได้มีการพัฒนาระบบกฎหมายด้วยและเริ่มมีการกำหนดหลักการให้ผู้พิพากษา
มีอำนาจที่ไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลผู้พิพากษาในอังกฤษได้พัฒนา ‘กฎหมายจารีตประเพณี’ โดย
อาศัยกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่มีมาก่อน (คือว่าตามการตัดสินในคดีความครั้งก่อนๆ) และ
ประเพณีในสก็อตแลนด์ได้มีการพัฒนาระบบกฎหมายแตกต่างกันไปเล็กน้อย โดยการ ‘จัดทำ
ไว้เป็นระบบหมวดหมู่’ (คือ จารึกไว้เป็นประมวลกฎหมาย)

Legal and political changes

In the Middle Ages, Parliament began to develop into the institution it is today.
Its origins can be traced to the king’s council of advisers, which included important
noblemen and the leaders of the Church.


There were few formal limits to the king’s power until 1215. In that year, King
John was forced by his noblemen to agree to a number of demands. The result
was a charter of rights called the Magna Carta (which means the Great Charter).
The Magna Carta established the idea that even the king was subject to the law.
It protected the rights of the nobility and restricted the king’s power to collect
taxes or to make or change laws. In the future, the king would need to involve his
noblemen in decisions


In England, parliaments were called for the king to consult his nobles, particularly
when the king needed to raise money. The numbers attending Parliament
increased and two separate parts, known as Houses, were established. The
nobility, great landowners, and bishops sat in the House of Lords. Knights, who
were usually smaller landowners, and wealthy people from towns and cities
were elected to sit in the House of Commons. Only a small part of the population
was able to join in electing the members of the Commons.

A similar Parliament developed in Scotland. It had three Houses, called Estates:
the lords, the commons, and the clergy.

This was also a time of development in the legal system. The principle that
judges are independent of the government began to be established. In England,
judges developed ‘common law’ by a process of precedence (that is, following
previous decisions) and tradition. In Scotland, the legal system developed
slightly differently and laws were ‘codified’ (that is, written down).

มรณะมืด The Black Death

0
Life in the UK

The Black Death โรคระบาดที่คร่าชีวิตชาวยุโรปจำนวนมาก

ชาวนอร์มันใช้ระบบการถือครองที่ดินตามระบอบศักดินา กษัตริย์จะมอบที่ดินให้แก่ขุนนาง
ของพระองค์ เพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยเหลือพระองค์สู้รบในสงคราม เจ้าของที่ดินจะต้อง
ส่งชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งไปเป็นทหารในกองทัพ ชาวนาบางคนมีที่ดินของตนเอง แต่ส่วนใหญ่
มีสถานะเป็นข้าทาส ข้าทาสเหล่านี้จะมีที่ดินผืนเล็กๆ ที่ขุนนางผู้เป็นเจ้านายอนุญาตให้ใช้เป็น
พื้นที่ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้ และเพื่อเป็นการตอบแทน ข้าทาสเหล่านี้จะต้องทำงานให้กับ
เจ้านายของตนและจะย้ายไปที่อื่นไม่ได้ ในตอนใต้ของสก็อตแลนด์ได้มีการนำระบบเดียวกัน
นี้มาใช้ด้วย แต่ในตอนเหนือของสก็อตแลนด์และในไอร์แลนด์ สมาชิกของ ‘ตระกูลชนเผ่า’
(ตระกูลชั้นผู้นำ) จะมีสิทธิเ์ป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน

ในปี ค.ศ. 1348 ได้มีโรคระบาดแพร่เข้ามาในอังกฤษเรียกว่ามรณะดำหรือแบล็คเดธ โรคนี้
ได้คร่าชีวิตผู้คนไปถึงหนึ่งในสามของประชากรอังกฤษและมีผู้คนเสียชีวิตดว้ยโรคนี้ในจำนวน
ใกล้เคียงกันในสก็อตแลนด์และเวลส์ แบล็คเดธได้ก่อให้เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดเมื่อ
เทียบกับที่เคยเกิดขึ้นในอังกฤษ เมื่อแบล็คเดธผ่านพ้นไปแล้ว ความต้องการในการปลูกพืชพันธุ์
ธัญญาหารได้ลดลงเนื่องจากจำนวนประชากรมีน้อยลง แต่เกิดมีปัญหาขาดแคลนแรงงานชาวนาเริ่มเรียกร้องค่าแรงสูงขึ้น มีชนชั้นใหม่ๆ เกิดขึ้นในสังคม รวมถึงเจ้าของที่ดินขนาดกว้างใหญ่ไพศาล (ต่อมาเรียกว่า ผู้ดีชนบท) และผู้คนได้อพยพจากชนบทเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองความมั่งคั่งในเมืองต่างๆ ได้ก่อให้เกิดชนชั้นกลางที่เข้มแข็งขึ้นมา

ในไอร์แลนด์ แบล็คเดธได้คร่าชีวิตคนจำนวนมากในเขตพื้นที่เพล และในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
พื้นที่ภายใต้การบังคับของอังกฤษเหล่านี้ได้หดตัวเล็กลง

The Black Death

The Normans used a system of land ownership known as feudalism. The king
gave land to his lords in return for help in the war. Landowners had to send certainly
numbers of men to serve in the army. Some peasants had their own land but
most were serfs. They had a small area of their lord’s land where they could
grow food. In return, they had to work for their lord and could not move away.
The same system developed in southern Scotland. In the north of Scotland
and Ireland, the land was owned by members of the ‘clans’ (prominent families).

In 1348, a disease, probably a form of plague, came to Britain. This was known
as the Black Death. One-third of the population of England died and a similar
proportion in Scotland and Wales. This was one of the worst disasters ever to
strike Britain. Following the Black Death, the smaller population meant there
was less need to grow cereal crops. There were labor shortages and peasants
began to demand higher wages. New social classes appeared, including owners
of large areas of land (later called the gentry), and people left the countryside
to live in the towns. In the towns, growing wealth led to the development of
a strong middle class.

In Ireland, the Black Death killed many in the Pale, and, for a time, the area
controlled by the English became smaller.